สนับสนุนโครงการโดย กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย สำนักงานศิลปวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม
หญิงชราห้องหมายเลขสิบหก เรื่องสั้นโดย อนุสรณ์ มาราสา
เม็ดฝนเริ่มโปรยปรายลงจากฟากฟ้า ทั้งที่ตลอดเช้าวันนี้ไม่ส่อเค้าใดๆ ให้เห็นเลย ผมคิดไปตามประสาว่า มันคงเป็นฝนแรกของปีและจากนี้คงจะตกไปอีกนานนับเดือนทีเดียว
มองผ่านหน้าต่างห้องเล็กๆจากปอเนาะของผมนั้น สามารถเห็นสายฝนวิ่งไล่กันมาจากแนวภูเขาลูกใหญ่ค่อยๆเคลื่อนตัวมาถึงหมู่บ้าน เห็นละอองสีขาวหนาแน่นขึ้นทุกทีๆ จนกระทั่งแนวรั้วสังกะสีกั้นอาณาเขตหญิงชาย ซึ่งทอดตัวขวางอยู่กลางดงมะพร้าวกว้างถูกกลืนหายไปในแพรม่านสีขาวในที่สุด
ในบรรยากาศที่ชวนห่มผ้านอนอย่างนี้ เพื่อนหลายคนเลือกหลับสบายจนฝนหยุดตกมากกว่า แต่ในบัดนี้บานหน้าต่างปอเนาะในห้องเล็กๆ กลับตรึงร่างผมติดผนังไว้อย่างประหลาด กลางเสียงฝนตกไม่ลืมหูลืมตา ทางมะพร้าวหลุดออกจากลำต้นด้วยลมพัดแรง คล้ายห้ามปรามนอกจากตนเองไม่ให้คิดถึงใครๆ อีกแล้ว
สิ่งที่น่าจะทำก็คือหาผ้าห่มแล้วนอนหลับให้สบายเช่นเดียวกับเพื่อนๆ แต่ในขณะที่ผมกำลังจะปิดหน้าต่างห้องนั้น ใบหน้าหญิงชราคนหนึ่งผุดขึ้นมาให้เห็น โต๊ะแนะผู้น่าสงสารกำลังส่งสัญญาณอะไรให้ทราบกันหนอ
ผมคิดถึงวันแรกที่บังเอิญได้พบและรู้จักกับหญิงชราเมื่อสามสี่เดือนก่อนโน้น
เช้าวันเสาร์ เด็กที่อยู่ใกล้มักจะกลับไปบ้าน เหลือแต่นักเรียนจังหวัดไกลๆ เพียงไม่กี่คน เย็นวันนั้นมองไปทางไหนก็รู้สึกเหมือนโลกกำลังถูกทิ้งร้าง แผ่นดินไร้ผู้คนแล้วจริงๆ
เสร็จละหมาดอัสรี ขณะผมเดินผ่านรั้วสังกะสีเก่าๆ บริเวณบ่อน้ำรวมด้านปอเนาะในของผู้หญิงนั้น ผมได้ยินเสียงตะโกนขอความช่วยเหลือของใครคนหนึ่งดังขึ้น เหลียวมองซ้ายมองขวา จนแน่ใจว่าไม่ตกเป็นเป้าสายตาใครแล้ว ผมแทรกตัวทางช่องสังกะสี จากนั้นก็ยืนใจเต้นระรัวอยู่ใต้ดินแดนต้องห้าม ผมกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณ ห้องพักของนักเรียนหญิงหรือปอเนาะในนั้นช่างเงียบเชียบ จนผมได้ยินเสียงหัวใจตนเองเต้นแรง ใกล้ๆ บ่อน้ำตรงนั้นผมเห็นหญิงชราคนหนึ่ง เสียงขอความช่วยเหลือ มาจากหญิงชราคนนี้นี่เอง
หญิงชรามีรูปร่างงุ้มงอเหมือนอย่างคนอายุมากๆ ทั่วไป ในมือถือไม้เท้ากระชับแน่น ดั่งว่าถ้าไม่มีไม้เท้าอันนั้นช่วยประคองค้ำอยู่ ร่างของแกก็จะลงไปกองกับพื้นดิน พื้นผิวตัวของแกขาวซีด ผิดกับหญิงชราคนอื่นๆที่ผมเคยพบเห็นมาก่อน คล้ายมาจากเชื้อสกุลผู้มีอันจะกิน เศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิตนั้น เคยลิ้มลองรสชาติความสุขมาบ้างแล้ว
ใบหน้าของแกบอกว่าเป็นคนดีแถมมีน้ำใจ มองโลกรอบตัวแง่ดีอยู่เสมอ แกน่าจะใช้ชีวิตในบั้นปลายอยู่กับลูกหลานที่บ้าน ดีกว่าห้องพักเล็กๆ ในปอเนาะแห่งนี้
“เข้ามาทำไม ใครมาเห็นเข้ามันไม่ดีนะ”
“ผมได้ยินเสียงโต๊ะแนะ เลยรีบเข้ามาดูนะครับ มีอะไรให้ผมช่วยบ้างล่ะ” ผมเหลียวมองรอบๆ อีกครั้งหนึ่ง
นี่อาจเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เข้ามาในห้องพักของฝ่ายหญิงได้ แล้วผมจะไม่มีโอกาสดีๆเช่นนี้อีก
ปอเนาะในหรือห้องพักฝ่ายผู้หญิงนั้น มีรูปทรงไม่ผิดอะไรกับห้องพักของผู้ชายแต่มักสร้างใกล้ๆกับบ้านของโต๊ะครูหรือผู้เป็นเจ้าของโรงเรียนเป็นห้องแถวเรือนไม้ชั้นเดียว มุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา แบ่งเป็นห้อง ตรงบานประตูมีหลายเลขกำกับเอาไว้ เพื่อเป็นเครื่องหมายให้เจ้าของห้องจำได้ไม่ผิดพลาด ผมได้ฉวยโอกาสสั้นๆตรงนั้น ลอบสำรวจทั่วบริเวณ
ผมเห็นผู้หญิงชราหลายคนเดินอยู่หน้าห้องพัก บางคนถือไม้เท้าเดินย่องแย่ง บ้างก็นั่งเคี้ยวหมากจับกลุ่มล้อมวงพูดคุยกัน ไม่ทราบว่าผู้ชราพูดคุยกันเรื่องอะไรกันบ้าง
ผมมองอีกด้านหนึ่งฟากตรงข้ามกับห้องพักหญิงชรา หวังจะได้พบเด็กปอเนาะสาวสักคน แต่ไม่เห็นใครเลย เพราะตรงกับวันหยุดโรงเรียนปิด เด็กต่างจังหวัดที่พอมีอยู่บ้าง คงใช้เวลาว่างดูหนังสือนอนหลับอยู่ในห้องมากกว่า หรือเป็นโชคของผมไม่ดีเอง อุตส่าห์ฝ่าแดนต้องห้ามได้ครั้งหนึ่ง ไม่ได้พบเห็นอะไรดีๆเลย นอกจากโลกใบเล็กๆ ของหญิงชรากลุ่มหนึ่งเท่านั้น
“มองหาอะไร” เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้นเบาๆ ผมรีบดึงสายตากลับมาที่บ่อน้ำอย่างรวดเร็ว
“ปะ เปล่า โต๊ะแนะมีอะไรให้ช่วยบ้างล่ะ”
“ตีหมาหล่นน้ำนะหลาน” ผมชะโงกหน้าดูในบ่อน้ำ
ตีหมาที่หญิงชราว่าเป็นถังน้ำมันเครื่องยนต์ใบหนึ่งกำลังลอยอยู่บนพื้นน้ำ ไม่ใช่ตีหมาที่ทำมาจากกาบต้นหมากซึ่งนิยมใช้กันสมัยก่อน
ผมหยิบไม้ที่วางอยู่ใกล้ๆ มาได้ ปลายสุดมีตะปูตอกโผล่เหมือนคอยท่าอยู่แล้ว จึงใช้เวลาไม่นานก็เกี่ยวถังน้ำมันยื่นให้หญิงชราได้สำเร็จ
“ระวังอย่าให้มันหล่นอีกล่ะ”
“คนแก่ๆ ตามืดตามัวแล้วนี่หลาน จะให้โต๊ะแนะรับปากได้ยังไงล่ะ พอแก่แล้วมองอะไรไม่ค่อยเห็น มาเอาน้ำละหมาดแต่ละที่มันลำบากเหลือเกิน นี่หลังคาห้องพักก็รั่ว ” หญิงชราพลันหยุดเสียงสั่นเครือไปโดยกะทันหัน คงนึกว่าป่วยการที่จะเล่าเรื่องราวของตนเองให้เด็กแปลกหน้าอย่างผมฟังกระมัง
ในขณะที่แกโยนตีหมาลงบ่อน้ำ ผมสังเกตเห็นหยดน้ำใสไหลซึมออกมาจากเบ้าตาเงียบๆ ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าน้ำตานั้นมันจะกลั่นมาจากความอิ่มเอมใจ ที่มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดแหล่งสอนเรียน ได้ปฏิบัติศาสนกิจท่ามกลางแวดล้อมผู้รู้ทั้งหลาย น้ำตาหญิงชราจะรินออกมาจากใจอันปรีดาที่ใช้ชีวิตประจำวันจัดการเรื่องหุงข้าวหุงปลา ซักเสื้อผ้า ขึ้นละหมาด ฟังเรื่องราวโลกหน้าอย่างเข้มแข็งด้วยตนเอง ผมเชื่ออย่างตรงกันข้ามว่า น้ำตาหญิงชราที่เผลอลืมให้เด็กปอเนาะอย่างผมเห็นนั้น มันต้องไหลรินมาจากธารเทวษสักสายหนึ่ง ผมมีโอกาสเห็นเพียงตอนปลาย ไม่ทราบว่าต้นกำเนิดมันมากจากแห่งหนตำบลใด
“หลานรีบกลับเถอะ เดี๋ยวมีใครมามาเห็นเข้ามันจะไม่ดีนะ”
“โต๊ะแนะพักอยู่ห้องไหนครับ”
“อย่ารู้เลย หลานก็รู้ว่าโต๊ะครูห้ามไม่ให้ใครเข้าเด็ดขาดเชียวนะ”
“ผมอยากรู้ไว้เล่นๆ เท่านั้นเอง ห้องพักของผมหมายเลขแปดครับ”
ในขณะที่โต๊ะแนะชราเทน้ำลงถังสีแดง ผมมองเห็นแกเอามือป้ายน้ำตาไม่ให้มันรินไหลออกมามากกว่านั้น แกคงพยายามอย่างยิ่งที่จะแสดงความเข้มแข็งให้ผมได้เห็น
“ถึงรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกนะ โต๊ะแนะจะรีบกลับไปหุงข้าว ขอบใจหลานมากนะ ” หญิงชราจับถังน้ำด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างถือไม้เท้าเตรียมตัวเดินไปออกไปจากบริเวณบ่อน้ำ
ผมรีบกระโดดขวางทางเดิน เพราะท่าทางของแกจะตัดบทไม่ให้ผมรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับแกต่อไปอีก
“น่า โต๊ะแนะ ผมเพียงอยากรู้ บอกมาเถอะ” หญิงชราเงยหน้ามองผม ความแปลกใจเหมือนจะแทรกซึมอยู่ในดวงตาที่แกบอกว่ามองอะไรไม่ค่อยเห็นแล้วคู่นั้น
“เบอร์สิบหก เอ็งอย่าเข้าไปเชียวนา”
ความลับระหว่างผมกับหญิงชรา ได้ถูกเปิดเผยหลังจากวันนั้นหลายวัน
ผมเล่าให้เพื่อนร่วมห้องฟังว่า ผมมีโอกาสเข้าไปถึงเขตปอเนาะใน ดินแดนที่โต๊ะครูห้ามนักห้ามหนา ไม่ให้เด็กผู้ชายเฉียดกรายเข้าไป เพื่อนของผมเบิกตากว้างราวกับได้ยินวีรกรรมนักรบคนหนึ่ง
“เอ็งกล้า แต่โง่มากเลยที่ทำอย่างนั้น”
“ข้าไม่ได้แอบไปดูผู้หญิงสักหน่อย” แววตาเขาแสดงความผิดหวัง อย่างไรเสียเพื่อนคงคิดว่า ผมคงได้เจอสาวปอเนาะแล้วมาเล่าอะไรดีๆ ให้ฟังบ้างกระมัง
“อ้าว แล้วเอ็งแส่หาหอกอะไรล่ะ”
“ไปสอยตีหมาให้โต๊ะแนะคนหนึ่ง แกทำหล่นลงบ่อน้ำก็เท่านั้นเอง”
เพื่อนร่วมห้องค่อยๆ เข้าใจในฐานะที่อยู่ปอเนาะมาก่อนผมหลายปี เขาจึงรู้เรื่องในสิ่งที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน
“คนแก่พวกนี้มาอยู่ปอเนาะด้วยความเต็มใจ ถือว่าในไหนๆ ก็เป็นวัยไม้ใกล้ฝั่ง พวกเขาเลือกมาอยู่ในรั้วปอเนาะ เพราะได้นั่งฟังโต๊ะครูสอนหนังสือ ได้มาร่วมละหมาดในชีวิตบั้นปลายใน ไหนๆ ก็มีลูกหลานคอยส่งเสียอยู่แล้ว พวกเขาเป็นคนแก่ที่น่าอิจฉา มากกว่าจะไปเห็นใจอะไรหรอกนะ ตอนอายุมากๆข้าก็ขออนุญาตลูกๆ หลานๆ มานั่งนอนอยู่แถวนี้แหล่ะ มันรู้สึกสบายใจดีว่ะ” ผมนั่งฟังดูเงียบๆ ไม่ตอบโต้ออกมาแต่อย่างใด
ผมไม่น่าเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟังเลย เขาเป็นคนเคร่งครัดในกฎระเบียบมาก อย่าว่าแต่เข้าไปในนั้นเลย แม้แต่เพียงคิดเขาก็บอกว่ายังไม่กล้า
เขาย้ำเตือนผมอยู่เสมอ เป็นเด็กปอเนาะต้องรักษาวินัย ตามแบบอย่างนักเรียนที่ดี อย่าให้มีเรื่องเสื่อมเสียด่างพร้อย โดยเฉพาะเรื่องปอเนาะในควรหลีกเลี่ยงไว้เป็นดีที่สุด ผมนั่งฟังเพื่อนบอก ผมเชื่อในสายตาของผม หญิงชราคนนั้นมีความในใจมากมาย แกอาจต้องการความช่วยเหลือจากใครสักคน ผมควรวางเฉยกับหญิงชราคนนั้น เพราะมีระเบียบอันเคร่งครัดตามคำแนะนำของเพื่อนอย่างนั้นหรือ
“เอ็งอย่าไปที่นั่นอีกเชียวนะ โดนโต๊ะครูตี ข้าไม่รู้เรื่องด้วยนะโว้ย” เพื่อนร่วมปอเนาะเตือนผมด้วยความหวังดี
สายฝนยังเทลงมาสนุกสนาน วันนี้เป็นวันหยุด ปอเนาะยังไม่ค่อยมีเด็กมากนัก เพื่อนร่วมห้องคนเดียวก็ยังไม่กลับมา ปล่อยให้ผมเหงาอยู่คนเดียวมาสองวันเต็มๆแล้ว
ใครไม่รู้พูดว่าเวลาฝนตกเด็กปอเนาะมักคิดถึงบ้าน คิดถึงมะ ป๊ะ และพี่น้องที่อยู่ทางบ้านโดยเฉพาะเด็กที่เพิ่งมาอยู่ใหม่ๆ นั้น ออกจะสาหัสขนาดต้องหาที่หลบร้องไห้ทีเดียว
ผมเองก็เคยผ่านความรู้สึกนั้น แต่เป็นในเฉพาะปีแรกๆ เคยนอนร้องไห้จนน้ำตาเปียกหมอนตั้งหลายครั้ง ปีต่อมาเพียงแค่นึกถึง ผมต้องหัวเราะความอ่อนแอของตนเอง และนึกอายเมื่อคิดถึงวันเก่าๆ ที่ผ่านมา
ในเวลานี้นอกจากเลิกร้องไห้ได้แล้ว ชอบสังเกตเด็กปอเนาะหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาอยู่ คนนั้นน่าจะร้องไห้หรือเปล่า คนนั้นคิดถึงบ้านจนกินไม่ได้นอนไม่หลับหรือเปล่า
เป็นรู้สึกคนที่อยู่มาก่อนสอง-สามปีและนึกเห็นใจคนที่เพิ่งจากบ้านอันอบอุ่น แต่ในขณะนี้ห้วงสมองไม่ได้คิดถึงอดีตของตนเอง ไม่นึกถึงเด็กปอเนาะหน้าใหม่คนไหนอีก นอกจากหญิงชราห้องหมายเลขสิบหกเพียงคนเดียว
ผมยืนมองสายฝนด้วยความรู้สึกลึกๆต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ยังจำว่าตอนที่พบกันอย่างบังเอิญวันนั้น หญิงชราหยุดคำพูดไว้ที่หลังคารั่ว และไม่พูดอะไรให้ผมฟังอีก นอกจากหมายเลขห้องที่แกพักอยู่เท่านั้น
ตอนนี้ฝนกำลังเทลงมาอย่างหนัก มีใครช่วยเหลือซ่อมหลังคารั่วแกหรือยัง รอยแตกระเบื้องดินนั้นมักจะมีน้ำไหลลงมาเวลาฝนตกหนัก หากหลังคายังรั่วอยู่ตามที่แกว่า เพียงปิดตาก็นึกภาพออกว่าจะตกอยู่ในสภาพเช่นใด คนที่อยู่ในห้องพักไม่ต่างอะไรกับอยู่ในทุ่งโล่งดีๆ นี่เอง ผมต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ไม่ใช่นั่งเหม่อลอยเหมือนเช่นคนกลัวฝนเช่นนี้
ผมเห็นสมุดปกแข็งของตนเองวางอยู่ใกล้สุด เลยฉวยมาเหน็บตรงชายเสื้อ ตัดสินใจออกจากปอเนาะวิ่งฝ่าสายฝนไปอย่างรีบเร่ง เม็ดฝนแรกที่สาดเข้ามาร่างของผม เย็นเยือกไปจนถึงกระดูกดำทีเดียว
ผมรู้สึกเหมือนวิ่งอยู่บนผิวน้ำแข็งอันเย็นเฉียบ มุ่งตรงยังร่องสังกะสีชำรุดที่เคยเข้าไปครั้งหนึ่งอย่างแม่นยำ วิ่งอย่างสุดแรงเกิดตามแนวห้องพักในดินแดนต้องห้าม
ในสมองของผมเวลานี้มีแต่เลขหนึ่งกับเลขหกเท่านั้น ผมวิ่งและภาวนาว่าขอให้พบห้องพักของหญิงชราคนนั้นเร็วๆ
ผมวิ่งผ่านห้องแล้วห้องเล่า สิบสาม สิบสี่ สิบห้า สิบหก นั่นยังไงล่ะ ห้องพักของหญิงชราคนนั้น
เมื่อผมไปถึงประตูห้องเปิดกว้างอยู่ก่อนแล้ว รู้ภายหลังว่า ไม่ได้เปิดออกด้วยเจ้าของตั้งใจหรอก แต่มันเปิดออกเพราะสภาพอันเก่าคล่ำตามวันเวลา และขาดการเอาใจใส่มากกว่า
ผมรีบเข้าในห้องพัก ทันใดก็เห็นสายฝนรั่วลงมาจากหลังคา น้ำฝนไหลลงมาตามรอยแตกกระเบื้องดิน มีกะละมังใบหนึ่งรองรับอยู่แล้ว แต่ก็ไม่อาจรองรับปริมาณน้ำฝนมากๆ ไว้ได้ น้ำจึงไหลบ่าเจิ่งนองทั่วพื้นห้องพัก หญิงชราคนนั้นนั่งคุดคู้อยู่ที่มุมห้องด้วยความหนาว
ในขณะที่คิดหาทางยับยั้งสายฝนจากหลังคาให้นั้น แล้วก็มองเห็นตำแหน่งที่ทำให้น้ำฝนเทลงมา นั้นอยู่ตรงกลางห้องพอดี
ผมรีบกระโดดขึ้นเกาะคานไม้ แล้วดีดตัวขึ้นไปห้อยอยู่ข้างบน ดึงสมุดปกแข็งที่ติดตัวมาสอดตรงรอยแตกกระเบื้องดินนั้นไว้ น้ำฝนหยุดไหลลงเกือบทันที หลังจากที่ไปปิดทางเดิน จากนั้นผมรีบลงมาอยู่ใกล้ๆหญิงชรา
“ฝนรั่วไม่มากแล้วละโต๊ะแนะ แต่ข้างนอกยังตกหนักนะ”
“เป็นหลานคนนั้นจริงๆ ด้วย” โต๊ะแนะครางด้วยเสียงแผ่วเบา
เสื้อผ้าของแกเปียกปอน ฝีปากสั่นซีดด้วยความหนาวเย็น ร่างนั้นนั่งคุดคู้เหมือนคนที่ตกอยู่ในความกลัว
“ผมยังจำได้ครับ โต๊ะแนะเคยบอกผมว่าหลังคารั่ว พอฝนตกหนัก ก็นึกถึงโต๊ะแนะขึ้นทันที มันรั่วนานถึงสาม-สี่เดือนแล้วใช่ไหมครับ”
ความรู้สึกเวลานั้น ห้องพักเล็กๆหญิงชราได้กลายเป็นเพิงพักอันเปล่าเปลี่ยว ไม่ผิดอะไรกับห้องที่ผุดขึ้นอยู่กลางทุ่งกว้างสักแห่งหนึ่ง ได้ยินเสียงหญิงชราดังขึ้นแผ่วเบา เหมือนเสียงวูบเงาเคลื่อนไหวผ่านสายลม
“หลายปีแล้วล่ะหลาน”
พร้อมๆเสียงสั่นเครือ หญิงชราโผร่างเข้ามาหาผม ผมรีบสวมกอดเอาไว้ หญิงชราไม่ผิดกับลูกนกน้อยตัวหนึ่ง ต้องการความอบอุ่นทั้งภายนอกภายใน ก่อนที่จะสิ้นใจตายด้วยความเหน็บหนาว
ผมได้ยินเสียงร้องไห้ของหญิงชรา จึงกอดร่างแกแน่นขึ้น ร้องไห้เถิดโต๊ะแนะจ๋า หากน้ำตามีมากพอ มันคงเอ่อท้นถึงริมธารแห้งแล้งสายนั
ตีพิมพ์ครั้งแรก :
นิตยสารช่อการะเกด 2537
เกี่ยวกับผู้เขียน
อนุสรณ์ มาราสา เป็นชื่อจริงและนามปากกา เขียนเรื่องสั้นครั้งแรกตีพิมพ์ในนิตยสารช่อการะเกด 17 ชุดไฟต่อช่อ เขียนเรื่องสั้น นวนิยาย และวรรณกรรมเยาวชน เคยเข้ารอบรางวัลซีไรต์ สองสมัย เรื่องสั้นชื่อ โลกบนเขาวัว เข้ารอบสุดท้ายรางวัลกนกพงศ์ สงสมพันธ์ุ นวนิยายเรื่องภูเขาน้ำตา เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ พ.ศ. 2564 และได้รับการแปลเป็นภาษามาเลเซีย


บ้านสวนริมคลอง
50 หมู่ที่ 11 ต.ฉลุง อ.เมือง จ.สตูล
91140
ติดต่อเรา
081 419 0163
E:mail :anusornmarasa@gmail.com
